กิจกรรมการแข่งขัน

คนมีเกียร์

บทความและสาระน่ารู้ เกี่ยวกับ ไตรกีฬา และ กีฬาทั่วไป ที่ทาง สมาคมไตรกีฬาแห่งประเทศไทย ได้จัดเตรียมไว้ แก่ท่านสมาชิก และผู้เยี่ยมชมทั่วไปทุกท่าน ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชม เว็บไซด์ของทางสมาคม เพื่อประกอบเป็น ความรู้ สาระ และ ความบันเทิง แด่ทุกท่าน


รูปย่อของบทความ คนมีเกียร์

โดย ทนายวิจิตร




คนมีเกียร์

จักรยานที่พวกเรานักไตรกีฬา ใช้ในการฝึกซ้อม และ แข่งขัน ล้วนเป็นจักรยานแบบมีเกียร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น  16, 18 หรือ 20 เกียร์ (รุ่นใหม่ล่าสุด) เหตุที่มีเกียร์ ก็เพื่อจะได้ปรับทดความหนักเบาให้เหมาะสมลงตัว กับสมรรถนะของร่างกาย ในการถ่ายพลังลงสู่ใบจาน เพื่อแปรเป็นความเร็ว และ ระยะทางตามกระบวนการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ถนนหนทางที่ผ่านไปเป็นสำคัญ

เกียร์ ช่วยปรับความหนักให้เป็นเบาได้ ภูเขาสูงแค่ไหน เราก็ขึ้นได้หากมีเกียร์ช่วยทดความหนัก ยังมีความเข้าใจผิดของพวกเราชาวไตรกีฬาหลายคน เกี่ยวกับการใช้เกียร์จักรยาน หลายคนเข้าใจว่า ใช้ใบจานหน้าใหญ่ ( Big Chain rings ) และ เฟืองหลังเล็ก ( Small freewheel) แล้วจะส่งผลทำให้ปั่นไปได้เร็วและไกลกว่า การใช้ใบซอย (Small Chain ring) ฟรีหลังใหญ่

หากจะตอบกันทื่อๆ ก็บอกว่าใช่ ถ้าคุณมีสมรรถนะที่จะปั่นมันด้วยความเร็วรอบขาคงที่มากกว่า 90 ถึง 100 รอบต่อนาทีขึ้นไปตลอดเส้นทาง แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ต่อเนื่องตลอดเวลา  บางครั้งสภาพภูมิประเทศ เส้นทาง รวมทั้งสภาพอากาศ เช่น ลม   ล้วนแต่เข้ามามีผลบังคับ ให้เราต้องปรับเปลี่ยนเกียร์ ให้เบาลงเพื่อให้คงรอบขา 85 - 95 รอบต่อนาที เช่นเดิม และ แม้ว่าความเร็วจะลดลงเล็กน้อย แต่เราก็สามารถปั่นไปได้ตลอดเส้นทาง จะไม่จอดเพราะหมดแรงซะก่อน  หากไม่ใช้เกียร์ช่วย มันยิ่งจะทำให้เกิดการสะสมของกรด Lactic โดยจะรู้สึกกล้ามเนื้อตึง ขาหนักมากขึ้น ในขณะที่ความเร็วก็ลดลง

จะปั่นไปตลอดทางด้วยเกียร์หนักเพียงเกียร์เดียว ได้อย่างไร

จะปั่นไปตลอดทางด้วยเกียร์เพียงเกียร์เดียวเลยหรือ

จะไม่ถามตัวเองเลยหรือว่า.....แล้วเกียร์ต่างๆที่จักรยานของเรามีอยู่นี่ เอาไว้เพื่ออะไร


การฝึกจะต้องหัด Spinning เพื่อให้กล้ามเนื้อคุ้นเคย เหมือนนักมวยฝึกออกหมัดแย๊บ   รัวถี่เร็วๆเหมือนงูฉก แต่การ Spinning ของเรา  ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ราบเรียบและนุ่มนวล   การฝึกแบบนี้ควรทำบน Trainer (จักรยานอยู่กับที่) หรือ ในถนนที่เป็นทางราบเรียบก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปสู่การฝึกบนเส้นทางแบบ Rolling Terrain (เส้นทางเป็นเนินขึ้นลง  สูงๆต่ำๆสลับกันไป) และเส้นทางบนภูเขาแบบ Hill Climb  หรือที่เรียกว่า Steep killer ในที่สุด

ขอให้พิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไปนี้ แล้วคิดพิจารณา นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการสร้างจินตนาการ ให้เข้ากับท่วงท่าการฝึกปั่นของท่านได้เลย ผู้ใดเข้าใจ และ นำมาใช้ผสมผสานให้เข้ากับท่วงทำนองของตน ได้อย่างกลมกลืน ผู้นั้นจะบรรลุถึงซึ่ง……สุดยอดทางด้านจักรยาน  เปรียบได้กับการผสมผสานของท่วงทำนองของดนตรี

ตารางเปรียบเทียบความเร็ว ของการใช้เกียร์ และ การปั่นรอบขา

รายละเอียดรูปภาพ คนมีเกียร์


ระยะทางตามที่ปรากฏในตารางข้างบนนี้ กำหนดเป็น นิ้ว (Inch) Linear Measure กำหนดไว้คือ 1 inch(in.) = 25.3995 millimetres(mm.)  ถ้าอยากรู้ระยะทางเป็นเมตร ก็ให้เอา 25.3995 คูณเข้าไป ก็จะได้เป็นระยะทางของการใช้เกียร์ต่างๆได้ เช่น ใช้ใบจานใหญ่ขนาด 53 ซี่ฟัน และ ใช้เฟืองหลังขนาด 15 ซี่ฟัน (เรียกภาษาจักรยานว่า ใช้เกียร์ 53 X 15 )

ตามตารางจะเห็นว่า ในความเร็วรอบขา 1 รอบ จะได้ระยะทาง 95 นิ้ว หรือ 95 X 25.3995 =  2,412.9525  มิลลิเมตรหรือ 2.4129525 เมตร นั่นก็หมายความว่า ถ้าเราใช้เกียร์ 53 X 15 เราปั่นรอบขา 1 รอบ เราจะเคลื่อนที่ไปได้ 2.4 เมตรเศษๆ แต่ถ้าเราใช้ใบจานหน้าเล็ก(ภาษาจักรยานเราเรียกกันว่า ใบซอย) ขนาด 39 ซี่ฟัน และฟรีหลัง 15 ซี่ฟัน

จากตารางจะเห็นว่า ในการปั่น 1 รอบขา เราจะไปได้เป็นระยะทาง 70 นิ้ว หรือ 70 X 253995 =  1,777.965 มิลลิเมตร หรือ 1.77 เมตรเศษๆ ถ้าเราปั่นซอยเร่งรอบขาเพิ่มมากขึ้นเท่าตัวเป็น 2 รอบต่อนาที เราจะได้ระยะทางมากกว่าใช้เกียร์ 53 X 15 ถึง 3.55 – 2.4 =  1.15 เมตรเศษๆเลยทีเดียว แต่ “ความหนักเบา” ของการใช้พลังงานกล้ามเนื้อผิดกันมาก กรด Lactic ที่เกิดขึ้นและกำจัดออกไปก็ต่างกัน  แต่ความเร็วจะไม่ต่างกันมากนัก  หากมีเวลาลองเอาตัวเลขใ นตารางเหล่านี้มาคิด และ คำนวณดูจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อการใช้เกียร์ต่างๆได้ดี และ จะทำให้เป็นนักไตรกีฬาที่ “มีปัญญา”

การใช้ปัญญาในการแข่งขันไตรกีฬาประกอบกับความแข็งแกร่งทนทานของร่างกายที่ฝึกมาดีแล้ว ย่อมจะทำให้ผลการแข่งขันปรากฏออกมาแบบ “สุดๆ”

อย่าไปหลงว่า ยิ่งใช้เกียร์หนัก เช่น 53 x 13 แล้วจะได้ความเร็วมากกว่า และ ไปได้ไกลกว่าการใช้เกียร์ 52 x 16   เพราะเกียร์หนักเท่าใด รอบขาก็ยิ่งจะช้าลงเท่านั้น  อีกทั้งจะทำให้หมดแรงเร็วกว่า และ มากกว่าอีกด้วย  (ความจริงผมมีตางเปรียบเทียบความเร็ว ที่ได้จากการปั่นด้วยความเร็วรอบขา จากการใช้เกียร์ต่างๆด้วย แต่มันละเอียดมากและตัวเลขก็เล็กมาก  หากนำมา post ลงในบทความก็คงจะอ่านยาก มองลำบาก   แต่ถ้ามีมิตรรักนักกีฬาสนใจมากจริงๆ ก็จะลองหาวิธีพิมพ์มาให้ดู และ อธิบายโดยละเอียดอีกที) 

จากตารางที่ผมกล่าวถึง หากใช้เกียร์หนัก 53 x 13 ด้วยรอบขา 80 รอบต่อนาทีจะได้ความเร็ว 26.2 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 41.92 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าใช้เกียร์ 52 x 16 ด้วยรอบขา 100 รอบต่อนาที เราก็จะได้ความเร็วเท่ากันคือ 26.2 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 41.92 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเช่นกัน แต่ความล้าความเหนื่อยจะผิดกัน พลังงานที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน ใช้เกียร์ที่เบากว่าย่อมส่งผลที่ดีกว่า ปั่น 100 รอบด้วยเกียร์ 52 x 16  ยังจะดีกว่า ปั่นได้นานกว่า และ สิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรดีไปกว่าการพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง เอาตารางนี้ไปเป็นตัวตั้ง แล้วทดสอบ ให้เห็นกันจะจะเลยนะครับ  ทดสอบทางราบก่อน จากนั้นก็ก้าวไปสู่ทาง Rolling Terrain และ หาบทสรุปในท้ายที่สุด ด้วยการปั่นบนเส้นทางที่เป็นภูเขา 

รอบขาที่เหมาะสม และ มีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับนักไตรกีฬาเรา ก็คือ 85 – 92 รอบต่อนาที  แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ 90 รอบต่อนาที  ส่วนความหนักเบาอัตราทดของเกียร์ ย่อมขึ้นอยู่กับสมรรถนะของแต่ละบุคคล ทางราบเส้นเดียวกันปั่นไปด้วยกัน  คนสองคนใช้เกียร์แตกต่างกัน รอบขาที่ใช้ก็แตกต่างกัน  แต่ความเร็วอาจเท่ากัน........ตีคู่ไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจักรยานจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน มีเกียร์มากเพียงใดก็ตาม แต่เกียร์ที่ใช้ในขณะปั่น จะต้องเป็นเกียร์ที่เกิดจากความรู้สึก  เราจะไม่ปั่นไปตามเกียร์เท่านั้นเท่านี้ แต่เราจะปั่นไปด้วยเกียร์ที่เกิดจากความรู้สึก  เกียร์ในความรู้สึกของนักไตรกีฬาจะมีเพียง 3 เกียร์เท่านั้น นั่นก็คือ  (1) เกียร์หนักกว่า     (2) เกียร์เบากว่า  และ  (3) เกียร์พอดี(Optimal gear)

ในระหว่างปั่นจักรยาน เกียร์ที่เราใช้ปั่นอยู่ในขณะนั้นไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนเท่าใด ( 52 X 16 หรือ 53 X 14) ถ้ายังปั่นเกียร์นั้นๆ ไปได้ดีพอเหมาะกับพลังความแข็งแรงของเรา เราเรียกมันว่า เกียร์พอดี (สมมติว่าเป็นเกียร์ 52 X 16) แต่เมื่อปั่นไปสักพัก พอเจอกับสภาพทางลาดลง เกียร์ที่รู้สึกว่าพอดี มันก็จะกลายเป็นเกียร์เบากว่า (เมื่อสักครู่) และ จะเบาเกินไป เราก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็น เกียร์หนักกว่า (เกียร์ 52 X 15) แล้วเราจะรู้สึกว่ามันพอดี แต่ครั้นปั่นต่อไปเรื่อยๆ ตามทางลงเนิน กลับรู้สึกว่า เกียร์ที่พอดีเมื่อสักครู่นี้กลายเป็นเบาเกินไปอีกแล้ว   เราก็จะต้องเปลี่ยนเป็นเกียร์หนักกว่าเดิมอีกครั้ง (52 X 14)   จะเห็นได้ว่า ไอ้ที่ว่า เกียร์หนักกว่า แต่พอลงเนิน มันก็จะกลายมาเป็นเกียร์ที่พอดี แต่หลังจากนั้นไม่นาน  เมื่อมันก็จะเริ่มเบาลงมากเมื่อไหลลงเนิน  ทำให้เราก็ต้องเปลี่ยนมายังเกียร์หนักกว่าอีก เพื่อให้เกิดแรงส่ง ในกรณีที่เนินมันยาว และ ลาดชันลงไปอีก ทำให้เกียร์ที่เมื่อก่อนพอดีกลับกลายเป็นเกียร์เบาไปอีกแล้ว   ฉะนั้นเราจึงต้องปรับเกียร์ไปที่เกียร์หนักกว่านั้นอีกเพื่อให้ได้เกียร์ที่พอดี

เกียร์เบากว่า ก็จะหมายความว่า เบากว่าเกียร์ที่เราใช้ปั่นอยู่ เช่น ปั่นเกียร์พอดีอยู่ที่ 42 x 16 แต่เมื่อขึ้นเขาสูงเกียร์ 42 x 16 ก็เริ่มหนักขึ้นเมื่อเขาเริ่มสูงขึ้น ก็จำต้องเปลี่ยนมาเป็นเกียร์เบากว่า  นั่นคือ 42 x 17 พอขึ้นๆไป เกียร์ 42 x 17 ก็รู้สึกหนักขึ้นๆอีก เพราะเขาสูงทางลาดชันขึ้น หากปั่นด้วยเกียร์เดิมคงขึ้นไปไม่ไหวแน่  ด้วยเหตุนี้จึงต้องเปลี่ยนมาที่เกียร์เบากว่า นั่นคือ 42 x 19 

อย่างไรก็ตาม ช่วงเกียร์ใดก็ตามที่ใช้ได้ไปดีเราก็เรียกเกียร์นั้นว่า เกียร์พอดี Optimal gear  นั่นเอง 
สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นรถมีใบจานใหญ่กี่ซี่ฟันและฟรีหลังกี่เฟือง กี่ซี่ฟันก็ตาม เกียร์ในความรู้สึกของเรา จะมีเพียงสามเท่านั้น คือ เกียร์พอดี เกียร์หนักกว่า  เกียร์เบากว่าเท่านั้น

ขณะปั่น เมื่อรู้สึกหนัก ให้เปลี่ยนไปที่เกียร์เบากว่า เมื่อรู้สึกเบาเกินไปให้เปลี่ยนไปที่เกียร์หนักกว่า ทำเช่นนี้ตลอดเส้นทาง  หลักการ คือ จะต้องขยันปรับเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา  เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด พอเหมาะพอดีกับสมรรถนะของร่างกายของแต่ละคน ตามสภาพเส้นทางและกระแสลม

ถ้าการใช้เกียร์ ทำได้เหมาะสม ลงตัวกับสมรรถนะของร่างกาย  จะทำให้การเผาผลาญพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  จะทำให้มีแรงเหลือมากพอที่จะใช้ในการวิ่งเข้าสู่เส้นชัยเพื่อชัยชนะได้ในที่สุด  เปรียบไปก็เหมือนกับการใช้น้ำมันของรถยนต์ ทุกๆหยาดหยดที่ใช้ไป  ต้องให้เร็วที่สุดไกลที่สุด คุ้มค่าที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด   เพราะเกียร์ที่ใช้มันเหมาะสมที่สุด ลงตัวที่สุด กับสภาพเส้นทางตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ

นักไตรกีฬาคนใด ไม่รู้จักการปรับเปลี่ยนเกียร์  ไม่ว่าจะเป็นเพราะความไม่รู้  หรือไม่เข้าใจ หรือ ขี้เกียจเปลี่ยนก็ตาม นักไตรกีฬาคนนั้นจะไม่มีโอกาสประสบผลสำเร็จ ในเส้นทางการแข่งขันอย่างแน่นอน

 เพราะเขาเป็น...........คนไม่มีเกียร์ 


  

 

หน้าหลัก | เกี่ยวกับสมาคม | ข่าวสาร | บทความ | กระดานสนทนา | กิจกรรมการแข่งขัน | กฏกติกา | อัลบัมภาพ | แผนผังเว็บไซท์
Content Copyright 2003 by Triathlon Association of Thailand. Designed & Developed by Sight Media

Download Flash MX Plug In
 
กระดานข่าวถามตอบ กฏกติกาและมารยาท แกลลอรี่รูปภาพ