กิจกรรมการแข่งขัน

คนมีครู

บทความและสาระน่ารู้ เกี่ยวกับ ไตรกีฬา และ กีฬาทั่วไป ที่ทาง สมาคมไตรกีฬาแห่งประเทศไทย ได้จัดเตรียมไว้ แก่ท่านสมาชิก และผู้เยี่ยมชมทั่วไปทุกท่าน ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชม เว็บไซด์ของทางสมาคม เพื่อประกอบเป็น ความรู้ สาระ และ ความบันเทิง แด่ทุกท่าน


รูปย่อของบทความ คนมีครู

รูปแกลลอรี่: ดูรูปภาพแกลลอรี่ของคนมีครู (จำนวน 1 รูป)
ทนายวิจิตร


คนมีครู
               
การเรียนรู้  พวกเรานักไตรกีฬาได้มาจาก “ครู” ทั้งนั้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม  นักไตรกีฬาที่มีครูมีโค๊ชมาฝึกมาสอนกันตรงๆโดยมากมักจะเป็นนักไตรกีฬาทีมชาติหรือเยาวชนทีมชาติ  แต่โดยทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่จะศึกษาเรียนรู้เอาจากตำราหรือบทความคำสอนที่ครูเหล่านั้นเขียนเอาไว้ แล้วก็นำมาฝึก  ยังมีครูอีกแบบหนึ่งที่หลายคนลืมนึกถึงก็คือ…ตัวเราเอง
               
ตัวเรานั่นแหละ คือ ครูของเราอีกประเภทหนึ่ง
               
เวลาเราแข่งขันรายการใด ส่วนใหญ่จะแข่งไปคิดไป  ช่วงที่คิด เราจะวิเคราะห์ เราจะหาบทสรุปว่า……โอ้หนอ….ที่มันดียังงี้เพราะ ตูฝึกมาอย่างนั้น …..หรือ….โธ่เอ๋ย….ตูแย่อย่างนี้เพราะฝึกมาซะอย่างนั้น มันถึงได้เป็นอย่างนี้  คราวหน้าตูไม่เอาแล้วแบบนี้  ต้องเปลี่ยนไปหาวิธีใหม่               
               
ยิ่งหลังจากการแข่งขัน ช่วงที่นอนพักนั่งนึก ส่วนใหญ่จะคิดทบทวนย้อนหลังไปทุกขั้นทุกตอนทุกกิโลเมตรที่ผ่านมา  เพื่อหาบทสรุป               
               
ไม่เคยมีใครจะไม่นึกทบทวน 
               
หรือมีท่านใดพอแข่งเสร็จก็ลืมไปเลย ??
               
นี่ก็พอจะยืนยันได้หรือยังครับว่า…..การแข่งขันทุกครั้งที่ผ่านมานี่แหละ…เป็นบทเรียนที่ดีที่สุด  มันเป็นประสบการณ์และเป็น…..ครู ของเราเอง
              
ในระหว่างที่ทำการฝึกฝนเพื่อเตรียมตัวที่จะทำการแข่งขัน คนเหล็กไทย ผมได้เรียนรู้และเข้าใจจากการฝึกฝน เมื่อนำมาผสมผสานกับหลักการต่างๆที่ได้ศึกษามาบ้างแล้วจากตำราและบทความของเหล่านักไตรกีฬาต่างประเทศ  ยิ่งทำให้เกิดความรู้ ความเข้าในการฝึกฝนไตรกีฬาระยะไกลมากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้นำมาใช้ในการแข่งขันจนประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ ยิ่งทำให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าเดิม  
               
เชื่อมั่นถึงขนาดแนะนำให้ท่านนำไปฝึกฝนและกล้ายืนยันได้ว่า…..คนเหล็กไทยคนต่อๆไปต้องเป็น….ท่าน
               
อยากจะบอกท่านว่า นักไตรกีฬาไทยทุกคนสามารถเป็น IRONMAN ได้  โดยการฝึกฝน  ซึ่งสามารถใช้เวลาในการฝึกให้น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพที่สุด
               
ขอเพียงให้ท่านมี  ความมุ่งมั่น ตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
                            
1. ระยะเวลาการฝึก และ การพักผ่อน  ฝึกเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน คือ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ นอกนั้น “พัก” โดยการนอนหลับให้มากๆ ว่างเว้นจากการทำงาน…นอนหลับ….ว่างเมื่อไหร่…หลับ แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ผิดแผกแตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน เพียงแต่เน้นการนอนพักเท่านั้นที่เพิ่มเข้ามามากหน่อย แทนที่เวลาว่างจะเอ้อระเหยไปโน่นไปนี่ ก็เอาเวลานั้นมานอนซะ นอนเล่นไม่หลับก็ถือว่าใช้ได้   แต่อย่าให้แม่อีหนูมานอนใกล้มากนัก

หลักการสำคัญ คือ เมื่อฝึกหนัก ต้องพักผ่อนให้พอ
               
ต้องฝึกนานแค่ไหนจึงจะลงแข่งได้ “อย่างสบายๆ” ? …….6  - 12 เดือนก็เพียงพอแล้ว (เฉพาะคนที่ผ่านการแข่ง Half Irronman มาแล้วเท่านั้นนะครับ หากยังไม่มีพื้นฐาน ต้องฝึกนานและค่อยๆก้าวขึ้นมาทีละขั้นเสียก่อน)
               
ช่วงแรกๆควรเริ่มด้วยการฝึกวันเว้นไปสองวันเช่น  ว่ายน้ำวันอังคาร ปั่นจักรยานวันศุกร์ วิ่งวันอาทิตย์ก็ได้ หลังจากดีขึ้นแกร่งขึ้นก็ให้ร่นเวลาฝึกมาติดกันศุกร์เสาร์อาทิตย์เลย

2. ระยะทาง  การฝึกว่ายน้ำ จักรยานและวิ่ง ให้ฝึกเน้นความทนทาน(Endurance) เน้นเอาระยะทาง ระยะไกลเป็นหลัก ความเร็วอย่าไปสนใจ

สำหรับการฝึกว่ายน้ำนั้น ควรเริ่มว่ายขึ้นไปตั้งแต่พันห้าแล้วขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ร่างกายมันจะพัฒนาขึ้นไปเองโดยอัตโนมัติ ด้วยหลักการ Overload ในที่สุดท่านจะรู้ด้วยตัวเองว่า ท่านทำได้ ว่ายระยะสี่พันห้าพันไม่ยากเลย ไม่มีอาการเหนื่อยอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแต่อย่างใด ความเชื่อมั่นในตัวท่านจะเกิดขึ้น  

สำหรับการฝึกจักรยาน ก็เช่นกัน ฝึกด้วยหลักการเดียวกัน เริ่มปั่นระยะไกลไปเรื่อยๆก่อน ความเร็วอย่าไปสนใจ ไปให้ได้หนึ่งร้อยกิโลเมตร  ร้อยกิโลเมตรแรกในชีวิตมันอาจจะรู้สึกว่าเหนื่อยยากอยู่สักหน่อย อ่อนล้าบ้าง ปวดโน่นปวดนี่ไปหมดก็อย่าไปท้อแท้ 

NO PAIN, NO GAIN  ครูท่านสอนไว้ว่าอย่างนั้น และมันก็จริงซะด้วย(สำหรับบางกรณี)  อาทิตย์แรกปั่นหนึ่งร้อยกิโลเมตร พออาทิตย์ต่อมาก็ปั่นหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตร อาทิตย์ที่สามก็ปั่นหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตร หลัก OVERLOAD มันยังเป็นจริงและใช้ได้เสมอสำหรับการฝึกจักรยาน ท่านจะทำได้มากขึ้นเรื่อยๆดีขึ้นจนตัวเองไม่เชื่อว่า ตูจะทำได้ถึงขนาดนี้   

ส่วนการวิ่งก็ไม่แตกต่างกัน โดยใช้หลักการเดียวกัน ความทนทาน คือ หัวใจหลัก ของไตรกีฬา ความทรหดคือหัวใจหลักของ คนเหล็กไทย  ควรฝึกวิ่งระยะไกล  วิ่งไปเรื่อยๆ เอาไกลเข้าไว้เริ่ม  จากยี่สิบกิโลเมตรแล้วขยับขึ้นอาทิตย์ละไม่เกิน 10% อาจจะสองกิโลเมตรก็ได้สำหรับคนที่พื้นฐานการวิ่งยังไม่แน่นพอ ความทนทานยังไม่ดีพอ 

ในที่สุดท่านก็จะสามารถว่ายน้ำสี่กิโลเมตรได้ในวันศุกร์ ปั่นจักรยานร้อยสามสิบ ถึง ร้อยเก้าสิบกิโลเมตรได้ในวันเสาร์และ ยังสามารถวิ่งสามสิบห้า ถึง สี่สิบสองกิโลเมตรได้ในวันอาทิตย์ โดยที่ร่างกายของท่าน “รับได้” 

วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯก็นอนพักบ้างทำงานบ้าง 

แรกๆช่วงวันจันทร์ที่พักนั้น ท่านอาจจะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียกายอยู่บ้าง แต่ช่วงจันทร์ต่อๆไปท่านจะรู้สึกดีขึ้น  นั่นเป็น สัญญาณบอกให้รู้แล้วว่า…ร่างกายท่านกำลังเจ๋งขึ้น

ในที่สุด ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่พักหลังจากต้องฝึกหนักมาแล้วทั้งสามอย่างในวันศุกร์(ว่าย)เสาร์(ปั่น)และอาทิตย์(วิ่ง)นั้น..... ท่านจะรู้สึกปกติเหมือนไม่ได้ผ่านการฝึกหนักมาเลย 

นั่นก็แสดงให้เห็นเลยว่า ท่านพร้อมที่จะแข่ง…คนเหล็กไทยครั้งแรกในชีวิตแล้ว และ ขอบอกว่า ใครก็ตามที่มีอาการของร่างกายแสดงออกมาให้เห็นอย่างนี้นี่แหละ  ยืนยันได้เลยว่า คนๆนั้นจะสามารถเข้าถึงเส้นชัยในการแข่งขัน IROMAN TRIATHLON ได้อย่างแน่นอน หมื่นเปอร์เซนต์

และเป็นการเข้าถึงเส้นชัยด้วยอาการที่สง่างามด้วย
                           
3. การฝึกผสมผสาน (BRICK) นั้น จำเป็นสำหรับนักไตรกีฬาผู้ต้องการอยู่ในลำดับที่ดีของการแข่งขัน หากหวังเพียงถึงเส้นชัยเพื่อความภาคภูมิใจแล้วละก้อ  ไม่ฝึกก็ได้ การฝึกผสมนั้นได้แก่ เมื่อปั่นจักรยานมาแล้วหนึ่งร้อยกิโลเมตรก็ลงวิ่งครั้งแรกสักห้ากิโลเมตร  อาทิตย์ถัดมาก็วิ่งสักแปดหรือสิบกิโลเมตร อาทิตย์ต่อมาก็เพิ่มเป็นวิ่งสิบสองหรือสิบห้ากิโลเมตร เพิ่มไปเรื่อยๆ  แต่ไม่จำเป็นต้องถึงสี่สิบสองกิโลเมตร เว้นแต่ว่า คุณเป็น “มืออาชีพ” หรือต้องการ….แชมป์
                          
4. อาหาร ในระหว่างการฝึกโดยเฉพาะช่วงจักรยานก่อนออกปั่นตอนเช้าท่านต้อง “กิน” อาหารเช้าตามปกติ ระหว่างทางควรมี “กล้วยน้ำหว้าสุกงอม” ไปกินระหว่างทางด้วย เมื่อปั่นถึงเที่ยง ท่านต้องลง “กิน”  ข้าวกลางวันด้วย อาจจะเป็นข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวข้างทางก็ได้ นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้ท่านไม่โหย  ระหว่างทางต้องดื่มน้ำให้มากๆ ตามด้วยเกลือแร่ Sport drink ทุกๆ 6o นาที  ร่างกายก็จะไม่เปลี้ย ตรงกันข้ามกลับมีพลังที่จะปั่นต่อไปได้อีกไกลและนาน  ขอให้นึกถึงเปรียบเทียบกับรถยนต์ด้วย  ถ้าไม่มีน้ำมันรถจะวิ่งได้ยังไง  พวกเราก็เหมือนกัน
                         
5. ข้อควรระวัง  ในระหว่างการฝึกโดยเฉพาะปั่นจักรยานและวิ่ง  ให้ระวังอาการ Bonk (กลัยโคเจ่นในตับหมด), ชนกำแพง(กลัยโคเจ่นในกล้ามเนื้อไม่เหลือ) และ Heatstroke(ลมแดด) ไว้ให้ดี

Heatstroke ความร้อนในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้นจนควบคุมไม่อยู่ สมองจะสุก ตายแน่อันตรายที่สุด เนื่องจากสมองส่วนที่ใช้ในการควบคุมการระบายความร้อนในร่างกายไม่ทำงานเนื่องจากขาดน้ำตาล(คลูโคลส)ไปเลี้ยง  อาการเริ่มต้นก็คือ ผิวเริ่มแห้งไม่มีเหงื่อ ทั้งๆที่ร้อนแทบตับแลบ ปวดหัวตุบๆ นั่นแหละใช่เลย ให้ดื่มเป๊ปซี่หรือโค๊กสักแก้ว เหงื่อจะเริ่มซึม ความร้อนจะเริ่มลดลง ดื่มน้ำตามเข้าไปมากหน่อย พลังในกายจะเพิ่ม ปั่นต่อไปได้เหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น โดยเฉพาะช่วงฝึกวิ่งระยะไกล สังเกตอาการตัวเองเอาไว้ด้วย
                           

Bonk เป็นภาวะที่น้ำตาลในเลือดต่ำเพราะกลัยโคเจ่นในตับหมดไป จนร่างกายไปดึงน้ำตาลมาใช้จนพร่อง เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำลง อาการทางสมองจะเกิดขึ้น สมองทำงานไม่ได้เต็มที่(พลังงานที่สมองใช้ในการเดินเครื่อง คือ น้ำตาลเท่านั้น) สติเริ่มเลอะเลือน หน้ามืด  ตาลาย มือสั่น ตัวส่ายโอนเอน ล้มลงเพราะลมใส่ ทางแก้ เมื่อได้กินอาหาร อาการดังว่านี้จะหาย

ชนกำแพง (Hitting the wall) เป็นอาการที่กลัยโคเจ่นในกล้ามเนื้อหมด วิ่งหรือปั่นจนกล้ามเนื้อไม่มีกลัยโคเจ่นเหลือเลย นักไตรกีฬาผู้ชนกำแพงก็จะมีอาการเหมือนเราวิ่งชนกำแพงตึกยังไงยังงั้นไปไม่ได้ต้องล้มลง หมดแรง ทางป้องกันก็คือ ต้องฝึกการโหลดคาร์โบไฮเดรต 72 ชั่วโมงก่อนวันแข่งขัน บางครั้งต้องโหมโหลดคาร์โบจนน้ำหนักขึ้น…ตัวกลม(จากปกติ 2 –3 กิโลกรัม)

ทั้งสามอย่างนี้นี่แหละ คือ วิชา....รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ยามใดที่มีอาการเราจะเอาตัวรอดได้
                           
6. กำลังใจและความเข้าใจ สิ่งนี้สำคัญยิ่ง ก่อนการเริ่มฝึก ควรชี้แจงทำความเข้าใจกับครอบครัวโดยเฉพาะลูกและเมียก่อนว่า พ่อจะฝึกเพื่อเป็นคนเหล็กไทยนะ ขออนุญาต ขอกำลังใจหน่อย เนื่องจากจะต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกช่วงศุกร์เสาร์อาทิตย์ อาจไม่มีเวลาให้กับลูกให้กับเมียช่วงหกเดือนนี้ 

ในวงการไตรกีฬาที่อเมริกาเคยมีปัญหาการหย่าร้างเกิดขึ้นมาก เพราะอีกฝ่ายหนึ่งแต่งกับจักรยาน หลงการวิ่งจนไม่มีเวลาพลอดรักกับคู่ของตนจนเป็นข่าวรู้กันไปทั่วประเทศ  ต่อมาเมื่อนักไตรกีฬาคนใด(ทั้งชายหรือหญิง)จะแต่งงานมักจะแต่งกับคนที่เป็นนักไตรกีฬาด้วยกัน  ต่างคนต่างลุ่มหลงทุ่มเทให้กับการฝึกไตรกีฬาไปไหนไปด้วยกัน ไม่มีใครทิ้งใคร เพราะต่างคนต่างทิ้งกัน(ชั่วคราว)ไปอยู่กับการฝึกโดยเฉพาะพวกมือโปร

แต่เมื่อแข่งเสร็จ ช่วงพักผ่อนนั้นเล่า.....ทั้งคู่ เต็มที่.....เพราะทั้งสองคนล้วนมี คุณภาพและปริมาณ จนน่าอิจฉา

นี่แหละ คนเหล็ก ล่ะ
                           
7. ความสม่ำเสมอ การฝึกฝนต้องการความสม่ำเสมอ กำหนดโปรแกรมการฝึกให้แน่นอน ปฏิบัติตามนั้น เดินตามแผน ต้องมีวินัย
                            
อย่างไรก็ตามขอฝากไว้ว่า….การฝึกฝนไตรกีฬานั้น  มันเป็นแค่  ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
                            
เหล่านี้เป็นแนวทางที่ท่านจะสามารถนำไปวางแผนการฝึกเพื่อให้ก้าวไปในเส้นทางสายจอมทรหดจนถึงจุดหมายปลายทาง  คนเหล็กไทย ได้แน่
                            
อีกทั้งหลักการเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประกอบการฝึกไตรกีฬาระยะต่างๆได้ด้วยโดยไม่หลงทางและไม่เสียเวลาแต่อย่างใด   

ที่ทำเช่นนี้ได้ก็เพราะพวกเราเป็น  คนมีครู

ถามว่า ใคร คือ ครู  

ตัวเรา นั่นแหละ คือ ครูของเรา
                                                        

รายละเอียดรูปภาพ คนมีครู

 

หน้าหลัก | เกี่ยวกับสมาคม | ข่าวสาร | บทความ | กระดานสนทนา | กิจกรรมการแข่งขัน | กฏกติกา | อัลบัมภาพ | แผนผังเว็บไซท์
Content Copyright 2003 by Triathlon Association of Thailand. Designed & Developed by Sight Media

Download Flash MX Plug In
 
กระดานข่าวถามตอบ กฏกติกาและมารยาท แกลลอรี่รูปภาพ