กลับหน้าหลัก
ตอนนี้ท่านอยู่ใน กระทู้ "เมืองน่าอยู่อันดับที่ 7 ของโลก"

กระดานข่าว ถาม-ตอบ
ท่านสามารถค้นหา ข้อความที่ต้องการจากกระทู้ต่างๆได้
ค้นหา

ยินดีต้อนรับสู่เว็บบอร์ด สมาคมไตรกีฬาแห่งประเทศไทย กรุณา log in เข้าระบบสมาชิก
เมืองน่าอยู่อันดับที่ 7 ของโลก

NEWS ส่ง email ถึง นาย วิจิตร สิทธินาวิน (NEWS)
ระดับ:


วันที่ post2008-05-11 16:14:07 ข้อความ:
...
รูปภาพแนบของกระทู้ เมืองน่าอยู่อันดับที่ 7 ของโลก กดเพื่อเปิดในหน้าใหม่

จังหวัดหนองคาย ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Moderm Maturity ว่าเป็นแหล่งพักผ่อนที่สองติดอันดับสถานที่ดีที่สุดในโลก สำหรับผู้สูงอายุชาวอเมริกัน คลิกดูรายละเอียด



จังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่บริเวณชายแดนติดต่อกับประเทศ สปป.ลาว โดยห่างจากเมืองหลวงของ สปป.ลาว คือ กรุงเวียงจันทน์ เพียง 30 ก.ม. ซึ่งได้รับการจัดอันดับในลำดับที่ 7 จากเมืองที่ได้รับการจัดอันดับทั้งหมด 15 แห่ง ที่แนะนำให้ผู้อ่านพิจารณาเป็นแหล่งพักผ่อนที่สองนอกจากบ้านตนเอง

จากการสำรวจแหล่งพักผ่อนทั้งหมด 40 แห่ง โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด 12 ตัว ได้แก่ลักษณะภูมิอากาศ, ค่าครองชีพ, วัฒนธรรม, สาธารณูปโภค,สถานที่พัก, ระบบการขนส่ง, การบริการด้านสาธารณสุข,สภาพแวดล้อม, กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ, ความปลอดภัย, ความมั่นคงทางการเมือง และเทคโนโลยี

สำหรับเมืองที่ได้รับการจัดอันดับ 10 เมืองแรก มีดังนี้ค่ะ



1. เมืองคอสตาเดลโซล ประเทศสเปน

2. เมืองแซงค์เทียร์ ประเทศอิตาลี

3. เมืองโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส

4. เมืองบูแกต ประเทศปานามา

5. เมืองวิเซนต์ เกรนาดีน

6. เมืองเคาร์ตี้แคร์ ประเทศไอร์แลนด์

7. จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย

8. เมืองครีท ประเทศกรีซ

9. เมืองแอมแบร์กริส เคร์ ประเทสเบลิตซ์

10. เมืองตูนิส ประเทศตูนีเซีย

การจัดอันดับข้างต้นถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในแมกกาซีน Moderm Maturityฉบับเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน

นายภราเดช พยัคฆ์วิเชียร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นว่าการสำรวจของนิตยสารดังกล่าว นับว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงอย่างมาก ให้แก่จังหวัดหนองคายและประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดำเนินการประชาสัมพันธ์จังหวัดหนองคายผ่านสำนักงานสาขาในต่างประเทศ และร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนและภาครัฐในจังหวัด เพื่อรักษาความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด และคงไว้ซึ่งการเป็นแหล่งพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับพลเมืองผู้สูงอายุ



แมกกาซีน Moderm Maturity เป็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งจัดพิมพ์โดยสมาคมชาวอเมริกันผู้เกษียณอายุ อันเป็นสมาคมที่มิได้หวังผลกำไร แต่มุ่งเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่พลเมืองอเมริกัน อายุ 50 ปี ขึ้นไป


คลิกดูรายละเอียดของนิตยสารที่จัดอันดับให้ "หนองคายเป็นเมืองน่าอยู่อัน 7 ของโลก"

 


ความเห็นที่ 1

NEWS ส่ง email ถึง นาย วิจิตร สิทธินาวิน (NEWS)
ระดับ:


วันที่ post ข้อความ:
2008-05-12 05:19:52
...


รูปภาพแนบของ  กดเพื่อเปิดในหน้าใหม่

หนองคาย เมืองชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นประตูสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเชื่อมระหว่างสองประเทศ

จังหวัดหนองคายอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 615 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 7,332 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงมากที่สุดเป็นระยะทาง 320 กิโลเมตร เหมาะแก่การทำเกษตรกรรมและประมงน้ำจืด ทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ สามารถเดินทางข้ามไปเที่ยวยังฝั่งลาวได้โดยสะดวก มีวัดวาอารามและวัฒนธรรมวิถีชีวิตชาวบ้านที่น่าสนใจ โรงแรมที่พักที่สะดวกสบาย หลากหลายไปด้วยอาหารและสินค้าของฝาก ล้วนเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาเยือนเมืองริมโขงแห่งนี้


ภูมิอากาศ

เนื่องจากจังหวัดหนองคายมีภูมิประเทศติดกับแม่น้ำโขง ทำให้มีฝนตกชุกในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์จะมีอากาศหนาวเย็นเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 11 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายนอากาศจะร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส


ประวัติเมืองหนองคาย

ประวัติศาสตร์ของเมืองหนองคายเริ่มต้นเมื่อกว่า 200 ปีเศษ พื้นที่บริเวณริมฝั่งโขงนี้เดิมเคยเป็นที่ตั้งของเมืองเล็ก ๆ 4 เมือง คือ เมืองพรานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค เมืองไผ่ (บ้านบึงค่าย) ปัจจุบันยังพบซากโบราณสถานอยู่ตามวัดต่าง ๆ ริมแม่น้ำโขงบนเส้นทางท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฎ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาราชเทวี ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เจ้าเมืองยโสธร และพระยาเชียงสา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำศึกจนได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ท้าวสุวอขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยจัดตั้งเมืองใหญ่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคอยควบคุมพื้นที่และเลือกสร้างเมืองที่บ้านไผ่ แล้วตั้งชื่อเมืองว่า หนองคาย ตามชื่อหนองน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง


อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่าง

ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทิศใต้ ติดกับจังหวัดอุดรธานี, สกลนคร

ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดนครพนม

ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดเลย


หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยว ททท. โทร. 0 4246 7844

(เชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)

สถานีตำรวจภูธร โทร. 0 4241 1021, 0 4241 1071

โรงพยาบาลหนองคาย โทร. 0 4241 1504, 0 4241 2316

โรงพยาบาลหนองคาย-วัฒนา โทร. 0 4246 5201

สถานีขนส่ง บ.ข.ส. โทร. 0 4241 1612

ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 4241 2110

สำนักงานจังหวัด โทร. 0 4241 1778

ด่านศุลกากร โทร. 0 4241 1518, 0 4242 1207

กองกำกับการตรวจคนเข้าเมือง โทร. 0 4241 1605

สถานีรถไฟหนองคาย โทร. 0 4241 1637 , 0 4241 1592


ความเห็นที่ 2

NEWS ส่ง email ถึง นาย วิจิตร สิทธินาวิน (NEWS)
ระดับ:


วันที่ post ข้อความ:
2008-05-12 05:20:32
...


รูปภาพแนบของ  กดเพื่อเปิดในหน้าใหม่

ประวัติเมืองหนองคาย

เมืองหนองคายสมัยก่อนกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์

เมื่อกองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งมีสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีย์เป็นแม่ทัพ ได้ชัยชนะเมืองเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒ ประชาชนจำนวนมากของเมืองเวียงจันทน์ หนีสงครามแตกฉานซ่านเซ็น บางพวกก็ถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งหลักแหล่งในหัวเมืองชั้นใน อันได้แก่หัวเมืองภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดลพบุรี เป็นต้น ส่วนที่เหลือก็ตั้งชุมชนอยู่บริเวณเมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค และเมืองโพนพิสัย (ในสมัยก่อนเรียกว่า เมืองโพนแพน ซึ่งปัจจุบันออกเสียงว่า โพนแพง) ครั้นเมื่อผู้คนหายตื่นตระหนกกับศึกสงครามแล้ว ชาวเมืองเวียงจันทน์ก็อพยพกลับภูมิลำเนาเดิม เมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเชื้อพระวงศ์อาณาจักรล้านช้าง ไปปกครองเมืองเวียงจันทน์เหมือนเดิม

ส่วนชุมชนชายฝั่งแม่น้ำโขงตะวันตก (เขตจังหวัดหนองคาย) ไม่พบหลักฐานว่าได้ทรงตั้งเป็นเมือง หรือให้อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เวียงจันทน์ (เมืองเวียงจันทน์มีฐานะปกครองประเทศราช) แต่กระนั้นก็ตามเมืองโพนแพน (อำเภอโพนพิสัย) หรือเมืองปากห้วยหลวงนั้นเป็นชุมชนใหญ่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก ได้พบหลักฐานว่า มีเจ้าเมืองปกครองอยู่ในตำแหน่ง"พระละครเมืองแพน" เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งเมืองหนองคาย และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุวอเป็นพระประทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองในสมัยรัชการที่ ๓ นั้นดูเหมือนจะมีอำนาจครอบคลุมเมืองโพนแพนด้วย ดังในประวัติ "ท้าวสุวอเจ้าเมืองหนองคาย" ว่า "แต่เดิมเพี้ยเมืองเป็นพระละครเจ้าเมืองท้าวจันทโสภา หลานพระละคร เป็นราชวงศ์ ท้าวคำยวง บุตรพระละครเมืองแพน เป็นราชบุตร รักษาบ้านเมืองมาได้ ๑๑ ปี พระละครเมืองแพนก็ถึงแก่กรรม" ฉะนั้นลำดับเจ้าเมืองหนองคายและเมืองโพนแพน (โพนพิสัย) ได้ดังนี้

๑. พระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง)

สมัยพระละครเมืองแพนเป็นเจ้าเมืองนั้น ไม่ได้กำหนดศักราชไว้ และไม่ได้กล่าวไว้ว่าพระละครเมืองแพนนั้นทำราชการขึ้นตรงกับกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ หรือทำราชการขึ้นตรงกับราชธานีไทยแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๒พระละครเมืองแพนเป็นเจ้าเมืองได้เพียง ๑๑ ปีก็ถึงแก่กรรม ดังกล่าวแล้ว กรมการเมืองสมัยนั้นมีดังนี้

อุปฮาด ไม่ปรากฏ

ราชวงศ์ ท้าวจันทโสภา (หลานพระละครเมืองแพน)

ราชบุตร ท้าวคำยวง (บุตรพระละครเมืองแพน)

เมื่อสิ้นสมัยพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) แล้ว ท้าวคำบุงบุตรพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) ได้ดำรงตำแหน่งพระละครเมืองแพนแทนบิดา

๒. พระละครเมืองแพน (ท้าวคำบุง)

ท้าวคำบุง บุตรพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) คนหนึ่ง ไม่ทราบว่าสมัยพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) เป็นเจ้าเมืองนั้น ท้าวคำบุงได้ดำรงตำแหน่งกรมการเมืองใด เมื่อบิดาถึงแก่อนิจกรรมก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสืบแทน ส่วนตำแหน่งราชวงศ์และราชบุตรนั้นคงเดิม คือ

อุปฮาด ไม่ปรากฏ

ราชวงศ ท้าวจันทโสภาหลานพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง)

ราชบุตร ท้าวคำยวง ซึ่งเป็นบุตรของพระละครเมืองแพน

พระละครเมืองแพน (ท้าวคำบุง) เป็นเจ้าเมืองได้ ๒๑ ปี (ไม่ทราบ พ.ศ.ใด)

ก็ถึงแก่อนิจกรรมราชบุตรคือท้าวคำยวง ซึ่งเป็นบุตรของพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) เหมือนกันได้ดำรงตำแหน่งสืบต่อแทนพี่ชาย (หรือน้องชายไม่ปรากฏชัด)

๓. พระละครเมืองแพน (ท้าวคำยวง)

ท้าวคำยวงเป็นบุตรพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) คนแรก และได้ดำรงตำแหน่งราชบุตรทั้งสองสมัย คือสมัยบิดาเป็นเจ้าเมือง และพี่ชายเป็นเจ้าเมืองอีกสมัยหนึ่ง และได้แต่งตั้งบุตรหลานเป็นกรรมการเมือง ดังนี้

อุปฮาด ท้าวสุวรรณ (บุครพระละครเมืองแพน (ท้าวคำบุง) เป็นหลานชายเจ้าเมือง)

ราชวงค์ ท้าวบุญจันทร์ (บุตรพระละครเมืองแพน (ท้าวคำยวง) เป็นบุตรเจ้าเมือง)

ราชบุตร ท้าวคำพาง (บุตรพระละครเมืองแพน (ท้าวคำยวง) เป็นบุตรเจ้าเมือง)

เรื่องราวของเมืองหนองคาย หรือเมืองโพนแพน (โพนพิสัย) มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยดังกล่าวข้างต้น และไม่ทราบว่าเมืองหนองคาย หรือเมืองโพนพิสัยนั้นทำราชการขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์หรือขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ (ไม่พบหลักฐานที่เป็นรายละเอียดกว่านี้ อีกประการหนึ่งเอกสารดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ศักราชว่าเป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ.ใดอีกด้วย) ครั้นเมื่อสมัยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เรียบร้อยแล้ว ราชธานีไทย คือ กรุงรัตนโกสินทร์มีเหตุการณ์เกี่ยวพันกับหัวเมืองในภาคอิสานมากขึ้น จึงพบเอกสารกล่าวถึงเมืองหนองคายชัดเจนยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่มากนัก ดังนี้

เมืองหนองคายสมัยหลังกบฏเจ้าอนุวงศ์

เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์โอรสเจ้าสิริบุญสารแห่งเมือเวียงจันทร์เติบโตและเล่าเรียนสรรพวิทยาการที่กรุงเทพฯ ครั้นเจริญวัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชการที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้ปกครองเมืองเวียงจันทน์แทนเจ้านันทแสน (พี่ชาย) ตอนปลายรัชการที่ ๑ เจ้าอนุวงศ์มีความใกล้ชิดและคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์ในกรุงเทพฯและขุนนาง เสนาบดีผู้ใหญ่จำนวนมากเจ้าอนุวงศ์มีความคิดที่จะกอบกู้หัวเมืองอีสานที่ตกอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ (สมัยรัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๕ ไทยปกครองหัวเมืองอีสานในฐานะประเทศราชเกือนทุกเมือง คือส่งส่วยอากรและเกณฑ์แรงงานมาช่วยราชธานีรวมทั้งเกณฑ์กองทัพช่วยรบศึกพม่า) เจ้าอนุวงศ์ได้ติดต่อกับเจ้าเมืองในภาคอีสาน ประกอบกับเจ้าราชบุตร (โย้) บุตรเจ้าอนุวงศ์ ได้เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์อีกด้วย ฉะนั้นเจ้าอนุวงศ์จึงคิดการใหญ่ยกทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา ดังที่ทราบกันแล้วนั้น

พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนีย์) ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาบดินทรเดชาสมุหนายก ได้เป็นแม่ทัพไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ครั้งนั้น และเป็นกองทัพสำคัญที่มีบทบาทในการปราบกบฏครั้งนั้น เมื่อปราบเมืองเวียงจันทน์และจับตัวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๐จึงจัดราชการบ้านเมือง โดยยุบเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองร้าง ให้ผู้คนอพยพมาตั้งบ้านเมืองอยู่บริเวณเมืองหนองคาย จึงกราบบังคมทูลขอพระกรุณาแต่งตั้งท้าวสุวอ หรือ ท้าวสุวอธรรมาซึ่งเป็นเชื้อสายพระวอพระตาเจ้าเมืองอุบลราชธานี คือบุตรของอัครราชธานีเมืองยโสธร ท้าวสุวอเป็นกำลังรบสำคัญของกองทัพพระยาราชสุภาวดี (ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาบดินทรเดชา) ได้ความดีความชอบในการศึกปราบเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์มาก จึงมีใบบอกกราบบังคมทูลขอตั้งบ้านไผ่หรือบ้านหนองไผ่เป็นเมืองหนองคาย และขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวสุวอเป็น พระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๐

๑. พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) พ.ศ. ๒๓๗๐-๒๓๘๗

เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านไผ่ หรือบ้านหนองไผ่เป็นเมืองหนองคายแล้ว เมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองหนองคาย ส่วนเมืองโพนแพนหรือปากห้วยหลวงนั้น โปรดเกล้าฯตั้งเป็นเมือง "โพนพิสัย" อีกประการหนึ่งในช่วงสมัยดังกล่าวประชาชนยังตื่นตระหนกในศึกสงครามอพยพหลบหนีจำนวนมาก ฉะนั้นเมื่อตั้งบ้านหนองไผ่เป็นเมืองหนองคายแล้ว ชุมชนก็เริ่มเจริญเติบโตมากขึ้นตามลำดับคณะกรรมการเมืองหนองคายมีดังนี้

๑) พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ตำแหน่งเจ้าเมืองท้าวสุวอเป็นบุตรอัครราชเมืองยโสธร เป็นหลานพระวิชัยราชสุริยวงศ์ขัตติยราช (ท้าวหน้า) ซึ่งพระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๔(ท้าวหน้าเป็นบุตรพระตา เดิมเป็นหัวหน้าบ้านสิงห์ท่าชุมชนเมืองยโสธร ได้ความดีความชอบในการปราบจลาจลกบฏอ้ายเชียงแก้วเขาโอง) ส่วนสมัยปรายกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ครั้งนั้น กองทัพเมืองยโสธรและเมืองอุบลราชธานีเป็นกำลังทัพสำคัญของเจ้าพระยาบดินทรเดชา ท้าวสุวอจึงได้ปูนบำเหน็จเป็นเจ้าเมืองหนองคาย และเป็นต้นตระกูล "ณ หนองคาย"

๒) อุปฮาด ให้ราชบุตรเมืองยโสธร (ท้าวเคน) เป็นอุปฮาดเมืองหนองคาย

๓) ราชวงศ์ ท้าวพิมพ์ น้องพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ)

๔) ราชบุตร ท้าวบิตาหลานพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ)

ในสมัยที่พระปทุมเทวาภิบาลเป็นเจ้าเมืองหนองคายนั้น บ้านเมืองอยู่ในยุคสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ นั่นคือชุมชนบ้านหนองไผ่ หรือบ้านไผ่นั้นยังเป็นชุมชนเล็ก ๆ ภายหลังประชาชนที่อพยพหนีศึกสงคราม ทราบว่าบ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นปกติแล้วต่างก็มาตั้งบ้านเรือนในเมืองหนองคายมากขึ้น

พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหนองคายมาจนถึง พ.ศ. ๒๓๘๑ก็ถึงแก่อนิจกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาด (ท้าวเคน) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเป็น พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) สืบต่อไป (อุปฮาดเคนนี้ ประวัติศาสตร์อีสานของเติม วิภาคย์พจนกิจ กล่าวว่าเป็นบุตรท้าวสุวอ แต่ "ในประวัติท้าวสุวอเจ้าเมืองหนองคาย" ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ เรื่อง เมืองนครจำปาศักดิ์ ว่า "เจ้าคุณพระยาบดินทรเดชาฯ ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ เอาท้าวสุวอไปด้วย แล้วตั้งท้าวสุวอเป็นที่พระปทุมเทวาฯ เจ้าเมืองหนองคาย แล้วเอาราชบุตรเมืองยโสธร เป็นอุปฮาดเมืองหนองคายท้าวพิมพ์น้องชายพระปทุมฯ เป็นที่ราชวงศ์ท้าวบิตา หลานพระปทุมฯ เป็นราชบุตร")

๒. พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) พ.ศ. ๒๓๘๑

พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) เป็นเจ้าเมืองหนองคายสืบต่อจากท้าวสุวอในสมัยพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) นั้น เกิดศึกฮ่อที่ชายแดนติดต่อกับประเทศญวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ไปต้อนรับพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ซึ่งมาตั้งกองสักเลกและเร่งรัดเงินส่วยอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี เมื่อทราบข่าวศึกฮ่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชการที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ สั่งให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ซึ่งไปตรวจราชการอยู่ที่หัวเมืองอีสาน ให้เกณฑ์กองทัพใหญ่จากหัวเมืองอีสานไปปราบศึกฮ่อ ครั้นเมื่อกองทัพของพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ยกขึ้นไปถึงเมืองหนองคาย เมืองโพนพิสัย (โพนแพน) ทราบว่าผู้คนแตกตื่นหนีศึกฮ่อที่ยกมาตีเมืองเวียงจันทน์และตั้งมั่นอยู่ที่เวียงจันทน์ แม้แต่กรมการเมืองก็อพยพหนีพาครอบครัวเข้าป่าเข้าดงด้วย พระยามหาอำมาตย์ จึงให้หากรมการเมือง ในครั้งนั้นได้สั่งประหารชีวิตท้าวศรีสุราชตำแหน่งราชบุตรเมืองหนองคาย ที่รักษาการบ้านเมืองขณะที่เจ้าเมืองไปราชการ และพระพิสัยสรเดช (ท้าวหนู) เจ้าเมืองโพนพิสัยที่ไม่อยู่รักษาบ้านเมืองแตกตื่นข่าวศึก ในครั้งนั้นพระยามหาอำมาตย์ ได้ตีศึกฮ่อจนถอยไปทางทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) บ้านเมืองก็สงบสุข แต่กระนั้นก็ตามใน พ.ศ ๒๔๒๘เกิดศึกฮ่อครั้งที่ ๒ คราวนี้พวกฮ่อกำเริบเสิบสานได้เข้ายึดทุ่งเชียงคำและเข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์อีกจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (พระยศขณะนั้น) เป็นแม่ทัพเสด็จไปปราบฮ่อ เสร็จศึกฮ่อในครั้งนั้นได้สร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อเพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตในการทำศึกปราบฮ่อครั้งนั้นไว้ที่เมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ฝรั่งเศสเริ่มปฏิบัติการขยายดินแดนในประเทศลาว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมณฑลลาวพวน และมณฑลอุดรธานี ตามลำดับ) ตั้งกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่ที่เมืองหนองคาย และย้ายไปตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้งใน พ.ศ. ๒๔๓๖ และยกบ้านเดื่อหมากแข้งเป็นเมืองอุดรธานีใน พ.ศ. ๒๔๕๐

เมืองหนองคายสมัยหลังปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสาน

เมื่อข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ มาตั้งกองบัญชาการที่เมืองหนองคายนั้น เจ้าเมืองหนองคายเดิมมีบทบาทน้อยลง อีกประการหนึ่งการบริหารบ้านเมืองของเมืองหนองคายในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น หมิ่นเหม่ต่อการกระทบกระทั่งกับกองทหารฝรั่งเศส ซึ่งมีแนวโน้มที่จะขยายอำนาจลงมายังหัวเมืองภาคอีสานตลอดเวลา ฉะนั้นรัฐบาลของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงต้องใส่ใจหัวเมืองชายแดนภาคอีสานเป็นกรณีพิเศษ โดยปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสาน จัดเป็นมณฑลลาวพรวน มณฑลลาวกาว และมณฑลลาวกลาง และได้ส่งพระเจ้าน้องยาเธอมาเป็นข้าหลวงใหญ่กำกับราชการถึงสามพระองค์ ดังทราบกันแล้วนั้น

เมื่อย้ายกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการมณฑลลาวพรวนมาตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้ง เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ แล้วนั้น เมืองหนองคายก็เป็นเมืองหนึ่งของมณฑลลาวพรวน (มณฑลอุดรธานีสมัยต่อมา) แต่ไม่มีหลักฐานว่าพระปทุมเทวาภิบาล ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อใด แต่ทำเนียบกองบัญชาการมณฑลลาวพรวน ตามข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๗(พ.ศ.๒๔๔๑ ) ที่ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ในหัวเมืองภาคอีสานมาเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง ผู้ช่วยราชการเมือง มหาดไทยเมือง คลังเมือง โยธาเมือง นครบาลเมือง ศาลเมือง เหมือนกันทั่วพระราชอาณาจักร ได้ปรากฏชื่อ พระยาปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเสือ ณ หนองคาย) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหนองคาย

พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย)

พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย) ได้เป็นเจ้าเมืองสืบแทน พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ไม่ทราบว่าสมัย ปี พ.ศ. ใด แต่ปรากฏหลักฐานในข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) ท้าวเสือ ณ หนองคาย ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหนองคาย และมีกรมการเมืองดังนี้ ข้าหลวงประจำเมือง พระยาเพชรรัตนราชสงคราม (จรัญ) ผู้ว่าราชการเมือง พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย) ปลัดเมือง พระยาบริหารราชอาณาเขต (กุแก้ว)

ผู้ช่วยราชการเมือง พระวิเศษรักษากิจ (ปาน) ศาลเมือง พระพิเนตรกิจพิทักษ์ นครบาลเมือง พระบริบาลภูมิเขต (เถื่อน) ฯลฯ


เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร มณฑลนครราชสีมา และมณฑลอีสาน เมื่อ ร.ศ. ๑๒๕(พ.ศ.๒๔๔๙) นั้น ได้ถึงเมืองหนองคายเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ร.ศ.๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) บันทึกว่าอากาศหนาว ๓๘ องศาฟาเรนต์ไฮต์ (๓.๓ องศาเซลเซียส) และลงเรือกลไฟไปเมืองนครพนมเมื่อ วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้แวะตรวจราชการเมืองโพนพิสัย เมืองบึงกาฬ เมืองชัยบุรี (ตำบลชัยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม) และเมืองท่าอุเทนถึงเมืองนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๙ ดังนี้

ถึงห้วยหลวงซึ่งเป็นที่เขตอำเภอหมากแข้งกับเมืองหนองคายต่อกัน พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย) ล่วงหน้ามาคอยรับ แล้วผ่านบ้านดงลิง ทุ่งบ้านพันเหมือน เดินตามทางโทรเลขมาตั้งแต่บ้านหมากแข้งถึงบ้านขาว เวลาเช้า ๓ โมงครึ่ง ระยะทาง ๓๘๐ เส้น พักกินข้าวเช้าแล้ว เวลาเช้า ๔โมงครึ่งเดินทางต่อไปผ่านหนองนกเขียน บ้านจูนบาน มีที่พักอีกแห่งหนึ่ง เวลาบ่ายโมงถึงริมลำน้ำซวย ระยะทาง ๓๕๘ เส้น มีที่พักแรม รวมระยะทางวันนี้ ๗๓๘เส้น เวลาค่ำวันนี้ปรอทลงถึง ๓๘ ดีกรีฟาเรนไฮต์ หนาวกว่าวันอื่นที่ได้พบในคราวนี้

วันที่ ๕ มกราคม เวลาย่ำรุ่งขึ้นพระยาปทุมเทวาภิบาล ขอให้เปิดสะพานข้ามน้ำซวย ซึ่งสร้างใหม่ กว้าง ๒ วา ยาว ๒๒ วา ๒ ศอก เสาไม้จริง พื้นปูกระดาน และได้ทำศาลาที่พักไว้ใกล้เชิงสะพานด้วย เปิดสะพานแล้วข้ามสะพานผ่านทุ่งบ้านนาไหม ห้วยดานบ้านโพนตาล มาพักกินข้าวเช้าที่บ้านผักหวาน (ค่ายบกหวาน) ระยะทาง ๒๕๘ เส้น ถึงเวลาเช้าโมงครึ่ง ที่ตำบลนี้ยังมีรอยดินเป็นสนามเพลาะค่ายเจ้าพระยาบดินเดชา ครั้งรบกับราชวงศ์เวียงจันทน์เหลืออยู่พอสังเกตได้ เวลาเช้า ๓ โมงเดินทางไปข้ามห้วยตาด ห้วยยาง ห้วยกงสี ขึ้นโคกสร้างหิน ลงทุ่งคำแค้ ทุ่งห้วยแกถึงทุ่งระนาม แล้วถึงเมืองหนองคายเวลา ๕ โมงเช้า ที่พักแรมตั้งอยู่คนละฟากถนนกับวัดหายโศก ซึ่งอยู่ริมลำน้ำโขง พระยาบริหารราชอาณาเขต (กุแก้ว) ปลัดเมืองหนองคาย และพระบริบาลภูมิเขต (เถื่อน) นายอำเภอเมืองหรือนครบาลเมือง พร้อมด้วยกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยและราษฎรชาวเมืองมาคอยรับ ราษฎรที่มาวันนี้มากต่อมากทั้งที่อยู่ใกล้และที่มาไกลทางตั้งวันหนึ่งสองวันมีเครื่องสักการะมาให้ ขอเฝ้าขอเห็นตัวเรื่อยกันไปเกือบวันยังค่ำเพราะตั้งแต่กรมหลวงประจักษ์เสด็จกลับไปได้ถึง ๑๓ ปี พึ่งมีเจ้านายเสด็จขึ้นไปในคราวนี้ ในวันนี้นาย พันตรี โนลัง ข้าราชการฝรั่งเศสที่เมืองเวียงจันทน์มาหา บอกว่าเคาเวอเนอเยเนราล ให้นำเรือกลไฟชื่อลาแครนเดียลำ ๑ เรือไฟเล็กอีกลำ ๑ รวม ๒ ลำ มาให้ใช้ในการเดินทางต่อไป และได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานข้างฝั่งซ้ายต้อนรับให้ทุกแห่ง ได้สั่งให้ขอบใจ เคาเวอเนอเยเนราลและขอบใจตัวเขาตามสมควร เวลาบ่ายสามโมงเศษลงเรือชะล่ายาวเขียนลายทองมีเก๋งของพระยาปทุมเทวาภิบาล ล่องตามลำน้ำโขงมาข้างใต้ ขึ้นที่ท้ายบ้านพวกจีนดูร้านพ่อค้าจีนขายของต่าง ๆ ซึ่งนำมาจากกรุงเทพฯ และตลาดขายของสด แล้วเดินดูเมือง กลับมาที่พัก เวลาค่ำได้เชิญนายพันตรีโนลัง ฝรั่งเศสซึ่งนำเรือมารับมากินอาหารด้วย วันที่ ๖ มกราคม เวลาเช้า ๒ โมงเศษ ไปวัดมีไชย ซึ่งพระครูพุทธพจนประกาศ เจ้าคณะรองเมืองหนองคาย เป็นเจ้าอาวาส เวลาเช้า 4 โมง พวกชาวเมืองแห่บายศรีขวัญ ตีฆ้องและแห่บายศรีขวัญ ตีฆ้องและโห่ร้องเป็นกระบวนมาประชุมพร้อมกันที่ปะรำใหญ่ข้างที่พัก พวกจีนพ่อค้ามีกิมฮวยอั้งติ๋วเข้ากระบวนแห่มาด้วย ท้าวเกษน้องพระยาปทุมเทวาภิบาลอ่านคำอำนวยพรทำขวัญ แล้วผู้เฒ่าผูกมือตามประเพณี

เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ไปเปิดสะพานข้ามลำห้วยหายโศก ริมลำห้วยหายโศก ฝั่งแม่น้ำโขง สะพานนี้ข้าราชการและราษฎรได้เรี่ยไรเงินสร้างขึ้น ยาว ๑๔ วา ๓ ศอก ๕ นิ้ว กว้าง ๑ วา ๑ คืบ ๕ นิ้ว ปูกระดาน เสาไม้จริง กับสร้างศาลาหลังหนึ่ง ๒ ห้อง มีเฉลียงด้านหนึ่ง หลังคามุงกระเบื้อง แล้วไปดูแข่งเรือยาว ๒ คู่ เสร็จแล้วไปวัดศรีสะเกษ วัดหอก่อง และวัดโพธิ์ชัยซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูป เรียกว่า พระใส อันเป็นพระชุดเดียวกับพระเสริม พระสุก ซึ่งเดิมอยู่เมืองเวียงจันทน์ พระเสริมนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญลงมากรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้อยู่ในพระวิหารวัดปทุมวนาราม แต่พระสุกนั้นกล่าวกันว่า เจ้าอนุพาล่องแม่น้ำโขงลงไปเรือล่มจมอยู่ในแม่น้ำโขงของใต้เมืองหนองคาย ตรงที่ซึ่งเรียกว่า เวินพระสุก บัดนี้ ที่วัดโพธิ์ชัยนี้มีพระเจดีย์ลาวองค์ ๑ ฝีมือทำงามนักเวลาค่ำให้เชิญเจ้าเมืองกรมการ มีพระยาปทุมเทวาภิบาลและพระบริบาลและพระบริบาลภูมิเขต เป็นต้น มากินอาหารด้วย

เมืองหนองคายนี้พึ่งตั้งเมื่อในรัชกาลที่ ๓ เมื่อตีได้เมืองเวียงจันทน์คราวเป็นกบฏ กวาดชาวเมืองเวียงจันทน์เป็นเชลยลงไป แล้วโปรดให้แบ่งคนเมืองยโสธรมาตั้งบ้านหนองคายขึ้นเป็นเมือง แต่เป็นทำเลดี กล่าวกันว่าเดี๋ยวนี้ใหญ่โตกว่าเมืองอื่น ๆ บรรดาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงทุกเมือง มีหมู่บ้าน ๔๒๑หมู่ มีเรือน ๖๐,๐๔๔ หลังคาเรือน ราษฎรชาย ๓๐,๓๑๑ หญิง ๒๙,๗๓๓รวม ๖๐,๔๔๔คน

สินค้าออกส่งไปขายทางเมืองนครราชสีมาและกรุงเทพฯ มีเร่ว ครั่ง กำยาน ยางกะตังกะติ้ว ยาสูบ และเขาหนัง ครั่งและกำยาน และยางกะตังกะติ้วรับมาจากหลวงพระบางโดยมาก สินค้าจากหนองคายมีเกลือ ส่งไปขายเมืองเชียงขวางและหลวงพระบางปีละมาก ๆสินค้าที่มาจากกรุงเทพฯ พ่อค้าได้ส่งไปขายฝั่งซ้าย ฝรั่งเศสยังไม่เก็บภาษีอะไรเว้นแต่ไม้ขีดไฟต้องเสียภาษีแรง วันที่ ๗ มกราคม เป็นกำหนดจะล่องเรือจากเมืองหนองคายแต่ฤดูนี้เวลาเช้าหมอกลงจัด คนอยู่ห่างกันเพียง ๖ ศอก ก็แลไม่เห็นกัน ต้องรอจนเวลาเช้าโมง ๔๐ นาที พอหมอกในลำแม่น้ำโขงจางจึงได้ลงเรือแครนเดีย เป็นเรือสำหรับข้าราชการผู้ใหญของฝรั่งเศสตั้งแต่เครเวอเนอเยเนราล เป็นต้นไปมาทางลำแม่น้ำโขง

ในวันที่ 1 เมษายน 2458 กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีคำสั่งสถาปนาเมืองหนองคาย ให้เป็น "เมืองหนองคาย" พ.ศ. 2459 เปลี่ยนคำเรียกชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด มีข้าหลวงปกครอง ซึ่งต่อมาเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด และในปี พ.ศ.2476 ได้มีการจัดระเบียบบริหารส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด และอำเภอ


รายพระนามและรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย


๑. พระยาสมุทศักดารักษ์ (เจิม วิเศษรัตน์) พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๒

๒. หม่อมเจ้าโสตถิผล ชมพูนุช พ.ศ. ๒๔๖๒ - ๒๔๖๓

๓. พระยาบริหารราชอาณาเขต (ยิ้ม นิลโยธิน) พ.ศ. ๒๔๖๓ - ๒๔๗๐

๔. พระปทุมเทวาภิบาล (เยี่ยม เอกสิทธิ์) พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๒๔๗๙

๕. หลวงบริบาลนิคมเขตร์ (ชวน ทรัพย์สาร) พ.ศ. ๒๔๗๙ - ๒๔๘๐

๖. หลวงพำนักนิกรชน (อุณท์ สมิตามร) พ.ศ. ๒๔๘๐ - ๒๔๘๑

๗. พระบริรักษ์ภูธร (เพิ่ม ทนิฐายน) พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๔๘๒

๘ พอ.พระศรีราชสงคราม (ศรี สุขะวาที) พ.ศ. ๒๔๘๒ - ๒๔๘๓

๙. พอ.หลวงยุทธสารประสิทธิ์ (แม้น โรหิตเศรนี) พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๔

๑๐. พระบรรณศาสารสาทร (สง่า คุปตารักษ์) พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๖๘

๑๑. นายปกรณ์ อังคศุสิงห์ พ.ศ. ๒๔๘๖ - ๒๔๙๐

๑๒. ร.ท.ถวิล ระวังภัย พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๐

๑๓. นายชาญ จารุวัสตร์ พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๒

๑๔. นายแสวง รุจิรัต พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๔๙๔

๑๕. นายชุณห์ นกแก้ว พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕

๑๖. นายอรรถ วิสูตรโยธาภิบาล พ.ศ. ๒๔๙๕ - ๒๔๙๗

๑๗. นายกำจัด ผาติสุวัณณ พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๒๕๐๒

๑๘. นายสมอาจ กุยยถานนท์ พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๐๓

๑๙. พล.ต.ต.สามารถ วายวานนท์ พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๐๕

๒๐. นายเจริญ ปานทอง พ.ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๑๐

๒๑. พลตรีวิทย์ นิ่มนวล พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๔

๒๒. พลตรีชาย อุบลเดชประชารักษ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๗

๒๓. นายกัมพล กลิ่นสุคนธ์ พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๑๙

๒๔. นายชำนาญ พจนา พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๑

๒๕. นายกุศล ศานติธรรม พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๕๒๕

๒๖. นายศักดา อ้อพงศ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๙

๒๗. นายสันติ มณีกาญจน์ พ.ศ. ๒๕๒๙ - ๒๕๓๒

๒๘. ร.ต.สนั่น ชานีรัตน์ พ.ศ. ๒๕๓๒ - ๒๕๓๔

๒๙. ร.ต.ไมตรี ในยะกุล พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๓๕

๓๐. นายอนันต์ แจ้งกลีบ พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๓๘

๓๑. นายสนิทวงศ์ อุเทศนันท์ พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๔๑

๓๒. นายสันติ เกรียงไกรชุน พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๑

๓๓. นายบรรทัด สิงหบุตร พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๓

๓๔. นายบุณยรงค์ นิลวงศ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ - ๒๕๔๔

๓๕. นายธวัช เสถียรนาม พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๔๕

๓๖. นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๔๘

๓๗. นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๕๐

๓๘. นายเจด็จ มุสิกวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ปัจจุบัน


ตอบ "เมืองน่าอยู่อันดับที่ 7 ของโลก"
ท่านไม่สามารถ เพิ่มข้อความใดๆได้ กรุณา log in เข้าระบบสมาชิก

 

หน้าหลัก | เกี่ยวกับสมาคม | ข่าวสาร | บทความ | กระดานสนทนา | กิจกรรมการแข่งขัน | กฏกติกา | อัลบัมภาพ | แผนผังเว็บไซท์
Content Copyright 2003 by Triathlon Association of Thailand. Designed & Developed by Sight Media

Download Flash MX Plug In